Long Live The King...2 
ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 เป็นวันที่พระองค์ท่านทรงครองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี เรานั่งดูทางทีวีเพราะไม่มีโอกาสไปถึงกรุงเทพฯ ทีวีเริ่มถ่ายทอดตั้งแต่ 9.45 น. เรานั่งดูจนจบ ตลอดเวลาที่นั่งดู เริ่มตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จถึงที่นั่งอนันตสมาคม ธงชาติ ธงฉลองการครองราช และชาวไทยที่เป็นตัวแทนคนทั้งชาติพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง เต็มทั้งสนาม ขนลุกไปหมดเลย จนกระทั่งพระองค์ทรงเสด็จนั่งที่ประตูทิศใต้...นั่นคือภาพประทับใจของชีวิต จะมีใครเป็นเหมือนเราบ้าง ว่าลูกสาวของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเทพฯ ทรงประทับอยู่หลังพ่อหลวง ท่านทรงแอบถ่ายรูปราษฎรที่เข้าเฝ้า โผล่ซ้ายทีขวาที เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ และตอนที่ทรงถ่ายรู้ สมเด็จแม่...ราวิชนี ทรงลูบหัวพระเทพ
(บางครั้งอาจจะคำไม่เหมาะสม...เพราะไม่รู้คำศัพท์ที่ถูกต้อง..ขอพระราชทานอภัย) น่าจะจัดทรงผมให้พระองค์เป็นแน่ ดูแล้วก็คิดถึงแม่...
ถึงแม้จะไม่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศนั้นด้วยตัวเอง แต่อยู่ๆ เมื่อพระองค์เสด็จนั่ง น้ำตาไหลมาจากไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีนั่งยิ้มอยู่คนเดียว น้ำตาไหลอาบแก้ม นี่แหละ...ที่เขาเรียกน้ำตาแห่งความปลื้มใจ จะมีชาติไหนที่มีพ่อของแผ่นดินเหมือนประเทศไทย คงไม่มี...
ส่วนตัวแล้วมี 3 สิ่งที่ทุกครั้งเมื่อพบเห็นเรื่องราวของพระองค์ท่าน ก็จะเป็นแทบทุกครั้ง น้ำตา ที่ไหลอาบแก้มทุกครั้ง คือความรู้สึกปลื้มใจซึ่งยากที่หาสิ่งใดเทียบได้ รอยยิ้ม ที่เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว หัวใจ ที่เต้นแรงด้วยความตื้นตัน

ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 เป็นวันที่พระองค์ท่านทรงครองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี เรานั่งดูทางทีวีเพราะไม่มีโอกาสไปถึงกรุงเทพฯ ทีวีเริ่มถ่ายทอดตั้งแต่ 9.45 น. เรานั่งดูจนจบ ตลอดเวลาที่นั่งดู เริ่มตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จถึงที่นั่งอนันตสมาคม ธงชาติ ธงฉลองการครองราช และชาวไทยที่เป็นตัวแทนคนทั้งชาติพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง เต็มทั้งสนาม ขนลุกไปหมดเลย จนกระทั่งพระองค์ทรงเสด็จนั่งที่ประตูทิศใต้...นั่นคือภาพประทับใจของชีวิต จะมีใครเป็นเหมือนเราบ้าง ว่าลูกสาวของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเทพฯ ทรงประทับอยู่หลังพ่อหลวง ท่านทรงแอบถ่ายรูปราษฎรที่เข้าเฝ้า โผล่ซ้ายทีขวาที เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ และตอนที่ทรงถ่ายรู้ สมเด็จแม่...ราวิชนี ทรงลูบหัวพระเทพ
(บางครั้งอาจจะคำไม่เหมาะสม...เพราะไม่รู้คำศัพท์ที่ถูกต้อง..ขอพระราชทานอภัย) น่าจะจัดทรงผมให้พระองค์เป็นแน่ ดูแล้วก็คิดถึงแม่...
ถึงแม้จะไม่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศนั้นด้วยตัวเอง แต่อยู่ๆ เมื่อพระองค์เสด็จนั่ง น้ำตาไหลมาจากไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีนั่งยิ้มอยู่คนเดียว น้ำตาไหลอาบแก้ม นี่แหละ...ที่เขาเรียกน้ำตาแห่งความปลื้มใจ จะมีชาติไหนที่มีพ่อของแผ่นดินเหมือนประเทศไทย คงไม่มี...
ส่วนตัวแล้วมี 3 สิ่งที่ทุกครั้งเมื่อพบเห็นเรื่องราวของพระองค์ท่าน ก็จะเป็นแทบทุกครั้ง น้ำตา ที่ไหลอาบแก้มทุกครั้ง คือความรู้สึกปลื้มใจซึ่งยากที่หาสิ่งใดเทียบได้ รอยยิ้ม ที่เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว หัวใจ ที่เต้นแรงด้วยความตื้นตัน ขอให้พ่ออย่าได้กังวลกับเรื่องราวต่างๆ ขอให้พ่อได้พักและทำในสิ่งที่พ่อต้องการบ้าง และอยากจะตะโกนให้ดังทั่วฟ้า...ว่า...รักพ่อ...รักในหลวง
ขอถวายพระพร...


1 Comments:
At 5:36 PM,
AUY ^ ^ said…
น่าเสียดายจัง
เราอยู่ดูไบ
ไม่ได้ดูล่ะ
พี่ๆที่ดูกัน ร้องไห้กันเป็นแถวเลย
รักในหลวงจังเลยเนอะ
Post a Comment
<< Home